Showing posts with label เศรษฐกิจ. Show all posts
Showing posts with label เศรษฐกิจ. Show all posts

Sunday, 11 January 2015

0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

เศรษฐกิจ : คอลัมน์เด็ด


วันศุกร์ที่ 26 ธันวาคม 2557
เงินทองต้องรู้ : อยู่หรือไป

เงินทองต้องรู้ : อยู่หรือไป

เงินทองต้องรู้ : อยู่หรือไป : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล k_wuttikul@hotmail.com

 
                                ราวๆ กลางเดือนที่ผ่านมา ได้รับการติดต่อจากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ให้ไปช่วยบรรยายในหัวข้อเกี่ยวกับความรู้ด้านการออมและการลงทุนให้บุคลากรของมหาวิทยาลัยได้ฟัง ทำให้รู้ว่า เป็นความเข้าใจ (ไปเอง) ของคนที่คลุกคลีจนเคยชินกับการออมและการลงทุน ที่คิดว่า คนส่วนใหญ่ที่มีรายได้จะสามารถหรืออย่างน้อยที่สุด ก็มีความพยายามจะแบ่งสรรปันส่วนเงินของตัวเอง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับตัวเองในอนาคต ซึ่งเป็นความเข้าใจ (ไปเอง) ที่ผิด เพราะมีบุคลากรของมหาวิทยาลัยจำนวนไม่น้อย ที่ยังไม่ได้เริ่มศึกษาการลงทุน สิ่งที่ทำอยู่อย่างเดียว คือ ฝากเงินไว้กับธนาคาร นั่นทำให้การบรรยายในวันนั้นสร้างความตื่นตัวได้มากขึ้น ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับคนพูด
 
                                ที่น่ายินดีกว่านั้น คือ การที่ผู้บริหารของสถาบันการศึกษาอย่าง รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดี ใส่ใจกับเรื่องเงินทองของบุคลากร ซึ่งเป็นเรื่อง “พื้นฐานสำคัญ” ของมนุษย์ หลังจบการบรรยายในวันนั้น เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยยังเดินแจกเอกสารที่อธิการบดีฝากมาถึงทุกคน เป็นบทความที่ท่านเขียนในนิตยสารสกุลไทย หัวข้อ “ออมก่อนใช้” ซึ่งในบทความชิ้นนี้ รศ.ดร.วรากรณ์ ปิดท้ายไว้ว่า “ออมก่อนใช้ เป็นคาถาที่ขลัง ถ้าต้องการมีเงินเหลือจากการใช้จ่าย เพื่อนำเงินไปลงทุนสร้างรายได้เพิ่มขึ้น คาถานี้จะช่วยให้มีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต และอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีโดยไม่ต้องอาศัยจมูกคนอื่นหายใจ”
 
                                “ออมก่อนใช้” เป็นเรื่องที่พูดกันมานานแล้ว และได้รับการยืนยันว่า เป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการเก็บหอมรอมริบ เพราะต่อให้ใช้จ่ายน้อยแค่ไหน แต่ถ้า “ใช้ก่อนออม” เงินออมที่เหลืออยู่ก็แทบไม่เคยทำให้ใครบรรลุเป้าหมายทางการเงินของตัวเองได้
 
                                ปัญหา คือ ถ้าออมด้วยตัวเองไม่ได้ ก็ต้องหาทาง “บังคับให้ตัวเองต้องออม” ถ้าเป็นพนักงานบริษัทเอกชน และบริษัทมี “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” ขอให้โดดเข้าใส่แบบไม่ต้องลังเล เพราะนั่นคือ “สวัสดิการ” ที่บริษัทจัดให้ เนื่องเพราะกลไกของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะหักเงินเดือนจากพนักงานส่วนหนึ่ง จะเดือนละ 3% หรือ 5% ของเงินเดือนก็แล้วแต่ข้อกำหนดที่ตกลงทำร่วมกัน นี่แหละคือ การออมภาคบังคับ และเป็นการ “ออมก่อนใช้” ของจริง 
 
                                แต่ที่มากกว่านั้น และเป็น “สวัสดิการ” ก็คือ ไม่ว่าจะหักเงินเดือนพนักงานเท่าไหร่ บริษัทก็มีหน้าที่ต้องเติมให้ในจำนวนที่เท่ากัน เงินก้อนนี้จะถูกนำไปบริหารจัดการหาผลตอบแทนโดยบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน หรือ บลจ. ที่ตัวแทนนายจ้างและตัวแทนลูกจ้างร่วมกันเลือก และนำไปลงทุนในสินทรัพย์ที่นายจ้าง-ลูกจ้าง และผู้จัดการกองทุน ตัดสินใจร่วมกัน
 
                                ถ้าพูดแบบวัยรุ่น ก็ต้องบอกว่า “ความฟิน” มันอยู่ที่เมื่อลูกจ้างลาออกจากงาน โดยมีระยะเวลาการทำงานครบตามข้อตกลง คือ 5 ปี หรือ 6 ปี ก็สามารถรับเงินทั้งก้อน ทั้งส่วนที่หักจากลูกจ้าง ส่วนที่นายจ้างเติมให้ รวมถึงดอกผลจากการบริหารของ บลจ. ส่วนถ้าทำงานในระยะเวลาไม่ครบ จะลาออกก่อน เขาก็จะมีข้อกำหนดลดหลั่นกันลงไป นอกจากนี้ การลงทุนระหว่างปีของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพยังนำไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีได้อีก
 
                                ลูกจ้างที่ไม่เคยคิดว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตจะมีเงินแสน หรือหลายแสน หรือมากขนาดหลักล้าน บอกไว้ตรงนี้เลยว่า ชีวิตจะมีโอกาสจับเงินก้อนโต ก็ด้วย “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ” นี่แหละ
 
                                ขณะที่ข้าราชการก็ไม่น้อยหน้า เพราะกลไกการทำงานของกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ หรือ กบข. ก็เป็นกลไกที่มีรูปแบบเดียวกันกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แค่แตกต่างกันในเรื่องของรายละเอียด
 
                                มีโอกาสฟังคุณสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการ กบข. แถลงผลการดำเนินงานของ กบข. เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา คุณสมบัติคุยให้ฟังถึงเรื่องการกลับไปใช้สิทธิในบำเหน็จบำนาญ ตาม พ.ร.บ.บำเหน็จบำนาญข้าราชการ พ.ศ.2494 หรือที่เรียกชื่อเล่นกันว่า ใช้สิทธิอันดู (Undo) ที่อาจแปลได้ว่า ย้อนกลับหรือไม่เคยเกิดขึ้น ซึ่งสิทธิ Undo นี้ ให้สิทธิข้าราชการที่เป็นสมาชิก กบข. ถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิก แล้วกลับไปใช้สิทธิแบบเดิม
 
                                สิทธิแบบเดิม หมายถึง เมื่อข้าราชการเกษียณอายุแล้ว สามารถเลือกรับ “บำเหน็จ” (คำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่รับราชการ) โดยรับเป็นเงินก้อนใหญ่ก้อนเดียว หรือรับ “บำนาญ” (คำนวณจากเงินเดือนเดือนสุดท้ายคูณด้วยจำนวนปีที่รับราชการ หารด้วย 50 แต่ต้องไม่เกิน 100% ของเงินเดือน) ที่รับเป็นรายเดือนจนเสียชีวิต สิทธิแบบเดิมนี้ ข้าราชการเลือกได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ระหว่างรับบำเหน็จหรือบำนาญ
 
                                แต่ถ้าเป็นสมาชิก กบข. ข้าราชการจะได้รับทั้ง “บำเหน็จ” และ “บำนาญ” ต่างกันที่สูตรในการคำนวณ เพราะเงินก้อนหรือ “บำเหน็จ” ที่ข้าราชการจะได้รับ จะประกอบด้วยเงินประเดิม เงินชดเชย เงินสะสมและเงินสมทบ บวกด้วยดอกผลจากการบริหารจัดการ ถ้านึกไม่ออกว่า เงินก้อนนี้อยู่ที่เท่าไหร่ คุณสมบัติบอกว่า เคยลองทำสถิติออกมาเป็นค่ากลางๆ แล้วพบว่า อยู่ระหว่าง 8 แสนบาท ถึง 1 ล้านบาท โดยแยกคร่าวๆ ได้ว่า เป็นเงินส่วนของข้าราชการที่ถูกสะสมไว้ 30% และเป็นเงินที่รัฐเติมให้จากการบริหารผ่าน กบข.อีก 70% 
 
                                แปลว่า ใน 1 ล้านบาท มีเงินเราแค่ 3 แสนบาท แต่เป็นเงินเขาที่เติมให้เราถึง 7 แสนบาท ! 
 
                                ส่วนสูตรการคำนวณ “บำนาญ” ของสมาชิก กบข. จะคำนวณจากเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายคูณอายุราชการ หารด้วย 50 แต่ต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย ตรงนี้แหละที่เป็นประเด็นทำให้สมาชิกลังเลใจว่า จะ Undo หรือไม่ Undo เพราะมีตัวแปรอย่างน้อย 2 ตัวที่แตกต่างจากคนไม่ได้เป็นสมาชิก กบข. นั่นคือ “เงินเดือนเดือนสุดท้าย” กับ “เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย” และ “แต่ต้องไม่เกิน 100% ของเงินเดือนสุดท้าย” กับ “แต่ต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย”
 
                                เพราะถ้าดูแค่ 2 คู่นี้แล้ว ก็ต้องยอมรับว่า สิทธิของสมาชิก กบข.ในการรับบำนาญนั้น “น้อยกว่า” คนที่ไม่ได้เป็นสมาชิก อันนี้คุณสมบัติก็คำนวณให้ว่า เอาเข้าจริง มันแตกต่างกันไม่มาก อาจจะประมาณ 10% เท่านั้น แต่อย่าลืมว่า สมาชิก กบข.ยังได้ “บำเหน็จ” อีกก้อนใหญ่ รวมถึงผลตอบแทนจากการบริหารจัดการลงทุน ซึ่งในรอบ 11 เดือนครึ่งของปีนี้ สามารถทำได้เกือบ 6% ซึ่งถือว่า น่าพอใจ ท่ามกลางความผันผวนของหุ้นไทย-หุ้นโลก รวมทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจ
 
                                ถามว่า สมาชิกจะอยู่หรือจะไป จะ Undo หรือจะเดินหน้าต่อ ไม่มีใครตอบได้ เพราะแต่ละคนต้องคำนวณเงินเดือน อายุราชการ และ ฯลฯ ของตัวเองว่า แบบไหนให้ “ประโยชน์” มากกว่ากัน แต่ที่ตอบได้แบบหนักแน่นและมั่นคง ก็คือ การเป็นสมาชิก กบข. ก็เหมือนการเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่สร้าง “วินัย” ในการ “ออมก่อนใช้” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
                                เพราะแค่กลไกนี้กลไกเดียวก็เหมือนกับที่ รศ.ดร.วรากรณ์ เขียนไว้ว่า คาถา “ออมก่อนใช้” จะช่วยให้มีกินมีใช้ไปตลอดชีวิต และอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีโดยไม่ต้องอาศัยจมูกคนอื่นหายใจ
 
 
 
 
 
 
------------------------
 
(เงินทองต้องรู้ : อยู่หรือไป : โดย...ขวัญชนก วุฒิกุล k_wuttikul@hotmail.com)
0 Comments
Posted in Arrangement, Art, Business

เศรษฐกิจ : ข่าวทั่วไป


วันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2558
ทำไมผู้หญิงต้องรู้เรื่องเงิน

ทำไมผู้หญิงต้องรู้เรื่องเงิน

เพื่อนแท้การเงิน : ทำไมผู้หญิงต้องรู้เรื่องเงิน : โดย...ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท. www.1213.or.th โทร.1213

 
                            คงยังไม่สายเกินไปที่จะกล่าวสวัสดีปีใหม่กับทุกท่านนะครับ ผมขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและพระสยามเทวาธิราชโปรดดลบันดาลให้ผู้อ่านมีสุขภาพกาย ใจ และการเงิน ที่มั่นคงแข็งแรงตลอดปี 2558 นี้นะครับ 
 
                            เมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้เข้าสัมมนาเรื่องการส่งเสริมความรู้ทางการเงินที่ประเทศอินโดนีเซีย โดยกลุ่มเป้าหมายที่การสัมมนามุ่งเน้นคือ กลุ่มผู้หญิง ซึ่งนอกจากจะมีบทบาทสำคัญในการเลี้ยงดูลูกให้เติบโตและปลูกฝังนิสัยที่ดีให้ลูกแล้ว ยังมีอีกหลายเหตุผลที่คุณผู้หญิงทั้งหลาย ทั้งที่เป็นโสดและมีครอบครัว ควรเรียนรู้เรื่องเงิน ผมจึงขอสรุปมาฝากดังนี้ครับ
 
                            เหตุผลแรก ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะมีอายุยืนกว่าผู้ชาย ตามสถิติเรื่องอายุขัยของผู้หญิงในหลายๆ ชาติที่มาแบ่งปันประสบการณ์กัน ก็สอดคล้องกับเหตุผลนี้  
 
                            เหตุผลที่สอง เป็นเรื่องของรายได้และการอยู่ในตลาดแรงงานครับ แม้ในประเทศที่พัฒนาแล้วบางประเทศก็ยังพบว่า เงินเดือนเมื่อเริ่มทำงานของพนักงานที่เป็นผู้หญิงมักจะน้อยกว่า และมีผู้หญิงอยู่ในตลาดแรงงานในระบบน้อยกว่าผู้ชาย เพียงสองเหตุผลแรกนี้ ก็ทำให้มีความกังวลว่า ผู้หญิงจะต้องใช้ชีวิตโดยที่ไม่มีรายได้เป็นเวลายาวนานแต่อยู่ด้วยเงินสะสมที่อาจจะไม่มากนักครับ 
 
                            เหตุผลที่สาม ผู้หญิงมักทำหน้าที่รับผิดชอบทรัพยากรในครัวเรือน ฟังปุ๊บผมนึกถึงการไปจ่ายตลาดหรือซื้อผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการดูแลและทำความสะอาดบ้านขึ้นมาทันทีครับ ที่ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะเป็นคนจัดการ และมีนักวิจัยท่านหนึ่งได้พูดถึงผลการสำรวจความรู้ทางการเงินว่า ผู้หญิงจัดการเงินในระยะสั้นได้ดี เช่น ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งก็คงเป็นเพราะเป็นทักษะที่ต้องใช้บ่อยๆ แต่ควรเพิ่มความรู้เรื่องการเงินที่ซับซ้อนให้มากขึ้น ซึ่งมีการยกตัวอย่างเรื่องที่ควรให้ความรู้คือ เรื่องดอกเบี้ยทบต้น เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ออมเงินอย่างต่อเนื่องและมีเงินที่ออกดอกออกผลไว้เก็บเกี่ยวในระยะยาวครับ
 
                            สิ่งที่ผมฟังแล้วรู้สึกประทับใจมากที่สุดในการสัมมนาครั้งนี้ คือ การชี้ให้เห็นว่า การให้ความรู้ทางการเงินเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางจิตวิทยา จึงควรส่งเสริมให้ผู้หญิงมีความเชื่อมั่น และพร้อมจะพึ่งพาตนเองได้ตลอดเวลา เช่น ผู้หญิงโสดเดี๋ยวนี้ก็มีจำนวนไม่น้อย ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วก็ไม่ควรหวังว่าจะพึ่งพาเงินจากสามีไปได้ตลอด แต่ต้องเตรียมพร้อมเสมอเพื่อรับกับเหตุการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ว่าจะเกิดหรือไม่ เมื่อไหร่ เช่น หย่าร้าง หรือสามีเสียชีวิตไปก่อน 
 
                            สำหรับวิธีที่ได้ผลดีในการให้ความรู้ทางการเงินแก่ผู้หญิงคือ การใช้บุคคลต้นแบบ เพราะเห็นภาพความสำเร็จได้ชัดเจน และการพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างกันทั้งเรื่องเงินและเรื่องอื่นๆ ที่สำคัญอย่าลืมว่า ผู้หญิงมีเวลาค่อนข้างจำกัด จึงควรจัดกิจกรรมหรือการอบรมที่ไม่ใช้เวลามาก และไม่ไกลจากบ้านครับ 
 
                            สุดท้ายนี้ ผมขอเป็นกำลังใจให้ผู้หญิงทุกคนในการเพิ่มพูนความรู้และทักษะทางการเงินครับ เพราะผมเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า สิ่งเหล่านี้จะไม่สูญหายไปไหน แต่มันจะถูกถ่ายทอดไปยังคนรุ่นถัดไป และช่วยสร้างอนาคตที่ดีให้แก่ทุกๆ คนครับ
 
 
 
 
 
-----------------------
 
(เพื่อนแท้การเงิน : ทำไมผู้หญิงต้องรู้เรื่องเงิน : โดย...ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธปท.